Rauzan-Ségla, Margaux

Rauzan-Ségla ไวน์ชื่อดังยอดฮิตจากบอร์โดซ์

          ในบรรดาไวน์ที่เก่าแก่อย่างมากของทวีปยุโรป ซึ่งมีอยู่หลากหลายประเภทหรือชนิดนั้น ไวน์ฝรั่งเศส เป็นไวน์ที่มีการกล่าวถึงมาอย่างยาวนานและเป็นประเภทของไวน์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จึงถือได้ว่าไวน์ฝรั่งเศสเป็นไวน์ที่อายุยืนยาวมานานนับพันปีในแถบ         เมดิเตอร์เรเนียน จนกระทั่งการมาถึงของศาสนาคริสต์ ซึ่งถือได้ว่าไวน์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากในการประกอบพิธี ซึ่งนั่นจึงทำให้ในยุคกลาง มีพระสงฆ์ได้ปลูกองุ่นขึ้นและยังมีความรู้ในด้านการผลิตไวน์ รวมไปถึงในกลุ่มขุนนางด้วยเช่นกัน ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีการปรากฏชนิดไวน์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลาย ๆ ภูมิภาคไวน์ที่อยู่ในฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ แคว้นบอร์โดซ์ ซึ่งมีการผลิตไวน์ชั้นดี โดยเฉพาะไวน์แดง รวมไปถึงทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการทำไวน์ ตั้งแต่เรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป นั่นจึงทำให้ในเขตภูมิภาคนี้เป็นดินแดนของไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส และหนึ่งในไวน์ที่มีการผลิต ณ แค้วนบอร์โดซ์แห่งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในไวน์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดก็คือ Rauzan-Ségla

          Rauzan-Ségla มีจุดเริ่มต้นมาจาก Chateau Rauzan Ségla มีประวัติอันยาวนานและน่าสนใจมาตั้งแต่ใน ปี ค.ศ. 1661 ซึ่งเป็นปีที่ Pierre Desmezures de Rauzan ได้เข้ามาดูแลสถานที่แห่งนี้นั่นเอง ซึ่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ไวน์ของ Rauzan Segla ได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดย โธมัส เจฟเฟอร์สัน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่า Rauzan-Ségla เป็นไวน์ที่อยู่ในอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว และสถานที่แห่งนี้ก็ได้ถูกเปลี่ยนมือไปอย่างมากมาย จนมาถึงในปี ค.ศ. 1984 โดยสถานที่แห่งนี้ได้ถูกขายให้กับ พี่น้อง Wertheimer โดยสองพี่น้องเรียกได้ว่าได้พัฒนาสถานที่แห่งนี้อย่างมากมายเลยทีเดียว และเป็นอย่างนั้นมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

          Rauzan-Ségla นั้น จะมีรสชาติดีก็ต่อเมื่ออยู่ที่ 12-15 ปี โดยควรรินไว้ก่อนสัก 3-4 ชั่วโมง เพื่อทำให้ไวน์นุ่มและส่งกลิ่นหอม และควรเก็บรักษาในอุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส 60 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อทำให้ไวน์นั้นสดใหม่และอร่อยลิ้นนั่นเอง

 

Rauzan-Gassies, Margaux

Rauzan-Gassies ไวน์ชั้นนำและดีจากบอร์โดซ์

          ขึ้นชื่อว่า “ไวน์” ที่มีชื่อเสียงและปรากฏในยุโรปแล้วนั้น ก็มีอยู่หลากหลายประเภทหรือชนิดนั้น ไวน์ฝรั่งเศส เป็นไวน์ที่มีการกล่าวถึงมาอย่างยาวนานและเป็นประเภทของไวน์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จึงถือได้ว่าไวน์ฝรั่งเศสเป็นไวน์ที่อายุยืนยาวมานานนับพันปีในแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนกระทั่งการมาถึงของศาสนาคริสต์ ซึ่งถือได้ว่าไวน์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากในการประกอบพิธี ซึ่งนั่นจึงทำให้ในยุคกลาง มีพระสงฆ์ได้ปลูกองุ่นขึ้นและยังมีความรู้ในด้านการผลิตไวน์ รวมไปถึงในกลุ่มขุนนางด้วยเช่นกัน ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีการปรากฏชนิดไวน์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลาย ๆ ภูมิภาคไวน์ที่อยู่ในฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ แคว้นบอร์โดซ์ ซึ่งมีการผลิตไวน์ชั้นดี โดยเฉพาะไวน์แดง รวมไปถึงทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการทำไวน์ ตั้งแต่เรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป นั่นจึงทำให้ในเขตภูมิภาคนี้เป็นดินแดนของไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส และสถานที่แห่งนี้ยังมีไวน์ชนิดหนึ่งคือ Rauzan-Gassies

          Rauzan-Gassies มีต้นกำเนิดมาจาก Chateau Rauzan Gassies โดยเริ่มมาในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเจ็ด ในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน Rauzan ขนาดมหึมาที่ Pierre de Mesures de Rauzan เป็นเจ้าของ ก่อนที่จะถูกแบ่งในเวลาต่อมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1946 Chateau Rauzan Gassies ถูกขายให้กับครอบครัว Quie และครอบครัวนี้ ก็ได้เป็นผู้สืบทอดมรดกไวน์ชั้นดีแห่งนี้เป็นเวลาต่อมาอย่างนาวนาน และในปี 2008 พวกเขาเปิดห้องชิมไวน์ใหม่ที่สวยงาม ในปี 2018 พวกเขาได้ทำการปรับปรุงและปรับปรุงห้องใต้ดินให้ทันสมัย จึงถือว่เป็นพวกเขาเป็นผู้ที่ทำให้ Rauzan-Gassies พัฒนาต่อไปได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

          Rauzan-Gassies นั้น จะมีรสชาติดีก็ต่อเมื่ออยู่ที่ 6-8 ปี โดยควรรินไว้ก่อนสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อทำให้ไวน์นุ่มและส่งกลิ่นหอม และควรเก็บรักษาในอุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส 60 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อทำให้ไวน์นั้นสดใหม่และอร่อยลิ้นนั่นเอง

 

 

Prieuré-Lichine, Margaux

Prieuré-Lichine ไวน์ชั้นนำจากพื้นที่นักบุญในบอร์โดซ์

          ความเก่าแก่ที่ยังคงความคลาสสิคของประวัติศาสตร์ของไวน์โบราณที่ปรากฏในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในไวน์ฝรั่งเศสที่เป็นประเภทของไวน์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จึงถือได้ว่าไวน์ฝรั่งเศสเป็นไวน์ที่อายุยืนยาวมานานนับพันปี รวมไปถึงการมาถึงของศาสนาคริสต์ ที่ส่งผลทำให้ในยุคกลาง มีพระสงฆ์ได้ปลูกองุ่นขึ้นและยังมีความรู้ในด้านการผลิตไวน์ รวมไปถึงในกลุ่มขุนนางด้วยเช่นกัน ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีการปรากฏชนิดไวน์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลาย ๆ ภูมิภาคไวน์ที่อยู่ในฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ แคว้นบอร์โดซ์ ซึ่งมีการผลิตไวน์ชั้นดี รวมไปถึงทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการทำไวน์ ตั้งแต่เรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป นั่นจึงทำให้ในเขตภูมิภาคนี้เป็นดินแดนของไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส และหนึ่งในไวน์ที่มีการกำเนิดเกิดขึ้นนั้นก็คือ Prieuré-Lichine

          Prieuré-Lichine มีต้นกำเนิดมาจาก Chateau Prieure Lichine ซึ่งแต่เดิมมันเป็นพื้นที่ไร่องุ่นของพระสงฆ์สำหรับผลิตไวน์สำหรับอาหารค่ำและพิธีทางศาสนาต่าง ๆ ซึ่งหลังจากปฏิวัติฝรั่งเศส มันก็ได้ถูกขายทอดตลาดและเปลี่ยนมือเจ้าของไปมากมาย จนกระทั่งในช่วงปี 1950 Alexis Lichine ได้เข้ามาซื้อที่ดินแห่งนี้

          และได้รับความช่วยเหลือจาก Count Lur Saluces ในปี ค.ศ. 1953 จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำของบอร์โดซ์เลยทีเดียว และมันก็ได้ถูกขายต่อให้ Groupe Ballande ด้วยเงินเกือบ 20,000,000 ปอนด์อังกฤษ และปัจจุบัน มรดกชิ้นนี้ก็ยังคงสืบทอดในครอบครัว Ballande และยังคงพัฒนาไวน์ชั้นดีออกมาต่อไป

          Prieuré-Lichine นั้น จะมีรสชาติดีก็ต่อเมื่ออยู่ที่ 7-10 ปี โดยควรรินไว้ก่อนสัก 1-3 ชั่วโมง เพื่อทำให้ไวน์นุ่มและส่งกลิ่นหอม และควรเก็บรักษาในอุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส 60 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อทำให้ไวน์นั้นสดใหม่และอร่อยลิ้นนั่นเอง

Palmer, Margaux

Palmer ไวน์คุณภาพดีจากบอร์โดซ์

          ในบรรดาไวน์ที่เก่าแก่อย่างมากของทวีปยุโรป ซึ่งมีอยู่หลากหลายประเภทหรือชนิดนั้น ไวน์ฝรั่งเศส เป็นไวน์ที่มีการกล่าวถึงมาอย่างยาวนานและเป็นประเภทของไวน์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จึงถือได้ว่าไวน์ฝรั่งเศสเป็นไวน์ที่อายุยืนยาวมานานนับพันปีในแถบ         เมดิเตอร์เรเนียน จนกระทั่งการมาถึงของศาสนาคริสต์ ซึ่งถือได้ว่าไวน์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากในการประกอบพิธี ซึ่งนั่นจึงทำให้ในยุคกลาง มีพระสงฆ์ได้ปลูกองุ่นขึ้นและยังมีความรู้ในด้านการผลิตไวน์ รวมไปถึงในกลุ่มขุนนางด้วยเช่นกัน ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีการปรากฏชนิดไวน์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลาย ๆ ภูมิภาคไวน์ที่อยู่ในฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ แคว้นบอร์โดซ์ ซึ่งมีการผลิตไวน์ชั้นดี โดยเฉพาะไวน์แดง รวมไปถึงทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการทำไวน์ ตั้งแต่เรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป นั่นจึงทำให้ในเขตภูมิภาคนี้เป็นดินแดนของไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส และหนึ่งในไวน์ที่มีการผลิต ณ แค้วนบอร์โดซ์แห่งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในไวน์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดก็คือ Palmer

           Palmer ได้มีจุดเริ่มต้นมาจาก Chateau Palmer ซึ่งที่มาของชื่อนั้นก็มาจากชื่อของเจ้าของนั่นเอง นั่นก็คือ พันเอก Charles Palmer ได้เข้ามาซื้อไร่องุ่น และงหลังจากนั้นมันได้ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในหลาย ๆ เจ้าของอยู่หลายครั้ง และในช่วงทศวรรษ 1950 Chateau Palmer ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ Jean Bouteiller ก่อนที่เขาจะเกษียณ และส่งต่อให้ Thomas Duroux ในปี ค.ศ. 2003 และนั่นจึงนำมาซึ่งการพัฒนาของสถานที่แห่งนี้ ตั้งแต่การพัฒนาไร่องุ่นให้มีศักยภาพ จนไปถึงเครื่องไม้เครื่องมือในการรักษาไวน์ให้มีคุณภาพและรสชาติเยี่ยมยิ่งอีกด้วย

          Palmer นั้น จะมีรสชาติดีก็ต่อเมื่ออยู่ที่ 12-15 ปี โดยควรรินไว้ก่อนสัก 2-4 ชั่วโมง เพื่อทำให้ไวน์นุ่มและส่งกลิ่นหอม และควรเก็บรักษาในอุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส 60 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อทำให้ไวน์นั้นสดใหม่และอร่อยลิ้นนั่นเอง

 

 

Marquis de Terme, Margaux

Marquis de Terme ไวน์เก่าแก่กับเรื่องราวอันมากมายจากบอร์โดซ์

          ขึ้นชื่อว่า “ไวน์” ที่มีชื่อเสียงและปรากฏในยุโรปแล้วนั้น ก็มีอยู่หลากหลายประเภทหรือชนิดนั้น ไวน์ฝรั่งเศส เป็นไวน์ที่มีการกล่าวถึงมาอย่างยาวนานและเป็นประเภทของไวน์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จึงถือได้ว่าไวน์ฝรั่งเศสเป็นไวน์ที่อายุยืนยาวมานานนับพันปีในแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนกระทั่งการมาถึงของศาสนาคริสต์ ซึ่งถือได้ว่าไวน์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากในการประกอบพิธี ซึ่งนั่นจึงทำให้ในยุคกลาง มีพระสงฆ์ได้ปลูกองุ่นขึ้นและยังมีความรู้ในด้านการผลิตไวน์ รวมไปถึงในกลุ่มขุนนางด้วยเช่นกัน ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีการปรากฏชนิดไวน์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลาย ๆ ภูมิภาคไวน์ที่อยู่ในฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ แคว้นบอร์โดซ์ ซึ่งมีการผลิตไวน์ชั้นดี โดยเฉพาะไวน์แดง รวมไปถึงทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการทำไวน์ ตั้งแต่เรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป นั่นจึงทำให้ในเขตภูมิภาคนี้เป็นดินแดนของไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส และสถานที่แห่งนี้ยังมีไวน์ชนิดหนึ่งคือ Marquis de Terme

          Marquis de Terme ถือกำเนิดขึ้นใน Chateau Marquis de Terme ซึ่งมีเจ้าของเดิมคือ Bernard de Faverolles และในปี ค.ศ. 1661 วันที่ 7 กันยายน เขาขายมันให้กับปิแอร์ เด เมซัวร์ เดอ เราซาน ซึ่งหลังจากนั้น สถานที่แห่งนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนโยกย้ายเจ้าของอย่างมากมาย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1935 Pierre Seneclauze ได้เข้ามาซื้อกิจการ และได้สืบทอดมรดกนี้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในระหว่างนั้น ครอบครัวนี้ได้พัฒนาสิ่งต่าง ๆ มากมายในที่ดินแห่งนี้ ด้วยการพัฒนาไร่องุ่นให้มีคุณภาพ จนไปถึงห้องใต้ดินเพื่อเก็บไวน์รวมไปถึงถังที่ใช้เก็บอีกด้วย โดยพวกเขาได้ดำเนินการทั้งหมดเสร็จสิ้นไปในปี ค.ศ. 2018

          Marquis de Terme นั้น จะมีรสชาติดีก็ต่อเมื่ออยู่ที่ 8-12 ปี โดยควรรินไว้ก่อนสัก 2-4 ชั่วโมง เพื่อทำให้ไวน์นุ่มและส่งกลิ่นหอม และควรเก็บรักษาในอุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส 60 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อทำให้ไวน์นั้นสดใหม่และอร่อยลิ้นนั่นเอง

 

 

Margaux, Margaux

Margaux ไวน์อายุ 1,000 ปีแห่งบอร์โดซ์

          ความเก่าแก่ที่ยังคงความคลาสสิคของประวัติศาสตร์ของไวน์โบราณที่ปรากฏในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในไวน์ฝรั่งเศสที่เป็นประเภทของไวน์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จึงถือได้ว่าไวน์ฝรั่งเศสเป็นไวน์ที่อายุยืนยาวมานานนับพันปี รวมไปถึงการมาถึงของศาสนาคริสต์ ที่ส่งผลทำให้ในยุคกลาง มีพระสงฆ์ได้ปลูกองุ่นขึ้นและยังมีความรู้ในด้านการผลิตไวน์ รวมไปถึงในกลุ่มขุนนางด้วยเช่นกัน ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีการปรากฏชนิดไวน์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลาย ๆ ภูมิภาคไวน์ที่อยู่ในฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ แคว้นบอร์โดซ์ ซึ่งมีการผลิตไวน์ชั้นดี รวมไปถึงทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการทำไวน์ ตั้งแต่เรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป นั่นจึงทำให้ในเขตภูมิภาคนี้เป็นดินแดนของไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส และหนึ่งในไวน์ที่มีการกำเนิดเกิดขึ้นนั้นก็คือ Margaux

          Margaux มีต้นกำเนิดมาจาก Chateau Margaux ซึ่งมีอายุเกือบ 1,000 ปีมาแล้ว ในศตวรรษที่ 12 โดยทรัพย์สินดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักในชื่อ “La Mothe de Margaux” ซึ่งสงวนไว้สำหรับใช้โดยราชวงศ์ อย่างไรก็ตาม ไร่องุ่นยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในสมัยนั้น จนกระทั่งเมื่อครอบครัว Lestonnac เข้ายึดครอง ส่งผลให้ในช่วงเวลา 10 ปีระหว่างปี ค.ศ. 1572 เป็น ค.ศ. 1582 ได้ปรับโครงสร้างทรัพย์สินใหม่และย้ายจากการปลูกเมล็ดพืชมาสู่การผลิตไวน์ และหลังจากนั้นมันก็ได้โยกย้ายไปยังมือของนักธุรกิจมากมายหลังคน จนในปี ค.ศ. 1977 มันได้ถูกขายให้กับ Andre Mentzelopoulos ซึ่งแต่เดิมนั้น เขาเป็นพ่อค้าธัญพืชจากปากีสถาน ได้เข้ามาพัฒนาและดูแลพื้นที่ส่วนนี้ จนทำให้มันพัฒนาได้มากยิ่ง และยิ่งได้ Paul Pontallier วิศวกรเกษตรที่ได้รับปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์การทําไวน์ ได้มาเข้ามาร่วมทีมในการพัฒนาด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยเสริมให้ธุรกิจนี้เป็นไปได้อย่างรุ่งโรจน์นั่นเอง

          Margaux นั้น จะมีรสชาติดีก็ต่อเมื่ออยู่ที่ 15 ปี โดยควรรินไว้ก่อนสัก 3-6 ชั่วโมง เพื่อทำให้ไวน์นุ่มและส่งกลิ่นหอม และควรเก็บรักษาในอุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส 60 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อทำให้ไวน์นั้นสดใหม่และอร่อยลิ้นนั่นเอง

 

Lascombes, Margaux

Lascombes

          ความยิ่งใหญ่ที่ถูกบอกเล่าผ่านทางประวัติศาสตร์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดมาตั้งแต่สมัยโบราณอย่างไวน์นั้น เราจะพบเห็นได้ง่ายจากในทวีปยุโรป เพราะถือว่าเป็นดินแดนที่มีการปลูกองุ่นไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะไวน์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเภทของไวน์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ซึ่งมีประวัติความเป็นมานับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จึงถือได้ว่าไวน์ฝรั่งเศสเป็นไวน์ที่อายุยืนยาวมานานนับพันปี และในตอนที่มีการมาถึงของศาสนาคริสต์ ก็ยังถือได้ว่าไวน์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากในการประกอบพิธี ซึ่งนั่นจึงทำให้ในยุคกลาง มีพระสงฆ์ได้ปลูกองุ่นขึ้นและยังมีความรู้ในด้านการผลิตไวน์ รวมไปถึงในกลุ่มขุนนางด้วยเช่นกัน ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีการปรากฏชนิดไวน์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลาย ๆ ภูมิภาคไวน์ที่อยู่ในฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ แคว้นบอร์โดซ์ ซึ่งมีการผลิตไวน์ชั้นดี โดยเฉพาะไวน์แดง รวมไปถึงทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการทำไวน์ ตั้งแต่เรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป นั่นจึงทำให้ในเขตภูมิภาคนี้เป็นดินแดนของไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส และหนึ่งในไวน์ที่มีการกำเนิดขึ้นคือ Lascombes

          Lascombes เป็นไวน์ที่เป็นผลผลิตมาจากไร่ใน Chateau Lascombes โดยใช้ชื่อมาจากหนึ่งในเจ้าของคนแรกสุดที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ในศตวรรษที่ 17 คือ Antoine, Chevalier de Lascombes Lascombes จนกระทั่งมาถึงมือของ Comte Jean-Jules Theophile Chaix-d’Est-Ange ในช่วงปลายทศวรรษ 1700 ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มทำธุรกิจไวน์ และมันก็ได้เปลี่ยนมือเจ้าของไปอยู่หลายครั้ง จนมาถึงปี ค.ศ. 2001 ที่ได้ Colony Capital ซึ่งเป็นบริษัทจากอเมริกา ในราคา 67 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภายใต้การดูแลของ Colony Capital ทำให้สามารถขายไวน์ได้เกือบ 300,000,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว

          Lascombes นั้น จะมีรสชาติดีก็ต่อเมื่ออยู่ที่ 7-10 ปี โดยควรรินไว้ก่อนสัก 2-3 ชั่วโมง เพื่อทำให้ไวน์นุ่มและส่งกลิ่นหอม และควรเก็บรักษาในอุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส 60 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อทำให้ไวน์นั้นสดใหม่และอร่อยลิ้นนั่นเอง