เดอะ บัลเวนี The Balvenie

เดอะ บัลเวนี (The Balvenie)

เดอะ บัลเวนี (The Balvenie) เป็นวิสกี้ซิงเกิ้ลมอลต์ (Single Malt Whisky) ที่มีชื่อเสียงมานาน ผู้ก่อตั้งคือ วิลเลี่ยม แกรนท์ (William Grant) โดยเขาได้ปรับเปลี่ยนคฤหาสน์บัลเวนี นิว เฮ้าส์ (Balvenie New House) ให้กลายเป็นโรงกลั่น ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1893 หลังจากนั้นก็ทำการผลิตวิสกี้ส่งไปทั่วโลกเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซิงเกิ้ลมอลต์ (Single Malt)  ที่สามารถกวาดรางวัลต่างๆ อาทิเช่น

รางวัล เวิลด์ วิสกี้ อะวอร์ด ปี 2013 (World Whisky Awards) ประเภท Best Speyside Single Malt ซึ่งวิสกี้ที่ได้รับรางวัลนี้ได้แก่ The Balvenie 30 Year Old ตัวนี้เป็นวิสกี้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 47.3% มีรสชาติยอดเยี่ยมและมีคุณสมบัติความเป็นวิสกี้ครบถ้วน เพราะใช้ระยะเวลาในการหมักยาวนานกว่า 30 ปี โดยวิสกี้จะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล มีสีคล้ายกับสีของน้ำมันผสมกับสีของครีมและกลิ่นก็น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเต็มไปด้วยกลิ่นของบรรดาผลไม้ ได้แก่ แอปเปิ้ล พลัม กล้วย ผสมผสานกับน้ำผึ้ง เหล่านี้ทำให้รสชาติของวิสกี้ค่อนข้างจะละมุนและลงตัวด้วยความหวานจากผลไม้กับน้ำตาลธรรมชาติปนความขมของเครื่องเทศ

รางวัล อินเตอร์เนชั่นแนล สปิริตส์ ชาเรนจ์ ปี 2009 (International Spirits Challenge 2009: Gold) ประเภทรางวัลเหรียญทอง และ รางวัล สก็อตซ์ วิสกี้ มาสเตอร์ ปี 2008 (Scotch Whisky Masters 2008) ประเภทรางวัลเหรียญทอง จากวิสกี้ The Balvenie 21 Year Old PortWood วิสกี้ตัวนี้ทำจากข้าวบาร์เลย์ 100% และอายุในการหมักใช้เวลาถึง 21 ปี ปริมาณแอลกอฮอล์จะอยู่ที่ 47.6% กลิ่นของวิสกี้จะคล้ายกับครีมที่หวานนิดๆ ปนน้ำหอมหน่อยๆ และออกกลิ่นของผลไม้อย่างพีช ลูกเกดและน้ำผึ้ง นอกจากวิสกี้นี้จะมีกลิ่นที่ค่อนข้างจะพิเศษแล้ว รสชาติก็ยังมีความแปลกและซับซ้อน ซึ่งมีทั้งรสสัมผัสของลูกกวาดปนรสชาติของไวน์และยังมีความเผ็ดจางๆ จากเครื่องเทศผสมความนุ่มนวลจากครีมกับไม้ด้วย

รางวัล ซานฟานซิสโก เวิลด์ สปิริตส์ คอมเพ็ตติชั่น ปี 2008 (San Francisco World Spirits Compettition) ประเภทรางวัลเหรียญทอง จากวิสกี้ The Balvenie Single Barrel 15 Year Old วิสกี้ตั้วนี้เป็นตัวที่บ่มในถังโอ๊คที่ผ่านการบ่มเบอร์เบิ้นมาแล้ว เป็นซิงเกิ้ลมอลต์ในสไตล์หนักแน่นแต่แฝงด้วยความนุ่มนวล เนื้อวิสกี้มีสีเหลืองทองเข้ม กลิ่นจะหอมน้ำผึ้ง วานิลลา โอ๊ค เปลือกส้มตากแห้ง ข้าวบาร์เลย์ เครื่องเทศ เช่น อบเชย จันทน์เทศ กานพลู และผลไม้สุก โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 47.8%

สำหรับนักดื่มมือใหม่หรือมือเก่า หากชื่นชอบวิสกี้ที่มีรางวัลและดีกรีค่อนข้างจะแรง เดอะ บัลเวนี (The Balvenie) ดูจะเป็นตัวที่น่าลิ้มลองไม่น้อยเลยนะ

 

The Macallan

The Macallan ความหรูหราอีกหนึ่งระดับสำหรับการดื่มในทุกค่ำคืน
The Macallan ถ้าจะเรียกให้สุภาพเราควรจะเรียก The Macallan เป็นสุรานำเข้าจากต่างประเทศ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยละมุนกับการได้ฟังคำว่าสุราสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเราพูดถึงว่า The Macallan เป็นเหล้าที่มีการหมักบ่มมายาวนานกว่า 40 ปี เปรียบเสมือน สาวน้อยที่ถูกเลี้ยงดูประคบประหงม ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินผิวพรรณรวมไปถึงรูปร่างหน้าตาที่ดูแล้วมีความสวยงามจนถึงขีดสุดแล้วได้นำออกมาให้กับพวกเราได้ยลโฉมก็คงจะไม่แตกต่างแบบนั้น


The Macallan เป็นเหล้าที่มีการหมักบม มายาวนานเกินกว่า 40 ปี สำหรับดีกรีของตัวเหล้ายี่ห้อนี้ อยู่ที่ความพอเหมาะลงตัวไม่มากและไม่น้อยเกินไป 40 ดีกรี ขนาดดีกรีขนาดนี้ทำให้ความนุ่มละมุนทุกสิ่งอย่างนั้นลงตัวได้ดีที่สุด มากกว่านี้ก็อาจจะมีกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์เกิดขึ้นได้ หรือถ้าน้อยกว่านี้ความนุ่มละมุนลงตัวก็ดูเหมือนว่ายังขาดความนุ่มละมุนไปอีกเล็กน้อย ทุกสิ่งอย่างมันจึงลงตัวที่พอดีเหมาะสุดกับ 40 ดีกรี การเริ่มต้นเหล้าชนิดนี้จุดกำเหนิดของตัวมัน ถือได้ว่าเป็นการทำแบบพิถีพิถันในการทำเหล้า ที่จะเปลี่ยนแปลงกลิ่นแอลกอฮอล์ให้มีความหอมละมุนด้วยกลิ่นของผลไม้ ในเวลาที่เราได้เปิดขวดสัมผัสกับกลิ่นจะมีความนุ่มละมุ่นจนหลายคนที่ชอบการดื่มเหล้ายังอดใจไว้ไม่ได้ วิธีการหมักบ่มของเหล้าใช้ถังไม้โอ๊คและถังไม้เชอรี่ ถังไม้ที่เหมาะกับฤดูกาลแต่ละชนิดในการหมักบ่ม ตัวของถังไม้นั้นจะเพิ่มความหอมละมุนและลดกลิ่นแอลกอฮอล์ลงให้มากที่สุดทำให้ตัวของ The Macallan กลายเป็นเหล้าคุณภาพดีและเป็นเหล้าที่นักดื่มทุกคนนั้นต้องการจะลิ้มลอง ใครที่ได้เข้าไปลิ้มลองสักครั้งก็จะตกอยู่ในภวังค์ของความละมุนใน รูป รส กลิ่นของเรายี่ห้อนี้ไปแบบไม่รู้ตัว


ด้วยระยะเวลาการบ่มมาที่ยาวนานทำให้คุณภาพของเราชนิดนี้จึงอยู่ในระดับพรีเมี่ยม อยู่ในระดับ Hi Class สูงสุด มันจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้บริหารระดับหรือ ผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวจึงเลือกที่จะให้ The Macallan เป็นเครื่องดื่มสำหรับทุกค่ำคืน มีความนุ่มละมุนและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครจะหากเปรียบได้มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าปัจจุบัน ไปที่เคยได้ลิ้มรสของ The Macallan จะไม่มีทางเปลี่ยนใจไปลิ้มรสชาติของเหล้ายี่ห้ออื่นอย่างแน่นอน